28 ตุลาคม 2020

ตำรวจยัน โคเคนที่พบในร่างกาย บอส อยู่วิทยา เป็นแค่ยารักษา



เมื่อวันที่ 30 ก.ค. ที่รัฐสภา มีการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ตำรวจ สภาผู้แทนราษฎร มีนายนิโรธ สุนทรเลขา ส.ส.นครสวรรค์ พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะประธานกมธ.ทำหน้าที่ประธานการประชุม โดยเชิญพล.ต.ท.จารุวัฒน์ ไวศยะ ผู้ช่วยผบ.ตร. พล.ต.ท.สมชาย พัชรอินโต ผบช.สำนักงานกฎหมายและคดี มาให้ข้อมูลต่อกมธ. กรณีไม่แย้งคำสั่งอัยการที่ไม่ฟ้องนายวรยุทธ อยู่วิทยา หรือบอส ที่ขับรถชนดาบตำรวจสน.ทองหล่อ เมื่อปี 2555

ต่อมาภายหลังการประชุม นายนิโรธ แถลงว่า กมธ.สอบถามตำรวจหลายประเด็น โดยเฉพาะไม่สามารถเอาผิดข้อหาเมาแล้วขับนายวรยุทธได้ ซึ่งได้รับคำชี้แจงว่าเนื่องจากพนักงานสอบสวนไม่สามารถตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์หลังเกิดเหตุได้ทันที เพราะผู้ต้องหาขับรถหลบหนีเข้าบ้าน ตำรวจทำได้เพียงล้อมบ้านไว้ กว่าจะได้หมายศาลไปตรวจค้นบ้าน และนำตัวผู้ต้องหาไปตรวจแอลกอฮอล์ก็เวลา 16.00 น. ทิ้งเวลาจากตอนเกิดเหตุถึง 10 ชั่วโมง ซึ่งตามกฎหมายระบุว่า การจะนำคดีตรวจสอบแอลกอฮอล์สู่ศาลได้ ต้องตรวจวัดทันทีหลังเกิดเหตุ จึงทำให้ไม่สามารถเอาผิดกรณีนี้ได้

นายนิโรธกล่าวว่า ส่วนเรื่องความเร็วรถยนต์นั้น ตำรวจให้ข้อมูลว่า มีหน่วยงานที่ตรวจสอบความเร็ว 3 หน่วย 1.กองพิสูจน์หลักฐาน ใช้หลักฟิสิกส์ ดูหลักการปะทะจะมีความเร็ว ความแรงแค่ไหน ผลเบื้องต้นพบ น่าจะมีความเร็วเกิน 80 กม./ชม. 2. อาจารย์จากมหาวิทยาลัยพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ใช้หลักวิศวกรคำนวณจากกล้องวงจรปิด พบความเร็วอยู่ที่ 80 กม./ชม. และ 3.อาจารย์จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ใช้หลักวิศวกร คำนวณจากกล้องวงจรปิดเช่นกัน พบความเร็ว 177 กม./ชม. เมื่อข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญความเร็วต่างกัน อัยการจึงเชิญกองพิสูจน์หลักฐานและอาจารย์จุฬาฯ มาให้ข้อมูลอีกครั้ง



ซึ่งทั้ง 2 หน่วยงานยอมรับว่า น่าจะคำนวณความเร็วผิดพลาด เพราะไม่ได้หักลบค่าเลนส์ที่กล้อง อัยการจึงเห็นว่าควรหาประจักษ์พยานเพิ่มเติม เป็นเหตุให้มีพยานเพิ่มอีก 2 ปากคือ 1.นายจารุชาติ มาดทอง เป็นพยานที่อยู่ในสำนวนแต่แรกแล้ว และยืนยันว่าผู้ต้องหาขับรถไม่น่าจะเร็ว 2.พล.อ.ท.จักรกฤช ถนอมกุลบุตร เป็นพยานที่อัยการให้ตำรวจไปสอบเพิ่มเติม เพราะก่อนหน้านี้ผู้ต้องหาขอให้ตำรวจสอบพยานรายนี้ แต่ตำรวจบอกว่าทำสำนวนเสร็จแล้ว ถ้าจะให้สอบเพิ่ม ให้ไปร้องขอความเป็นธรรมจากอัยการ เพื่อให้มีคำสั่งสอบพยานเพิ่มเติม ในที่สุดอัยการสั่งให้สอบพยานรายนี้เพิ่มเติม จนนำไปสู่ประเด็นข่าวอย่างที่ออกมา กมธ.มองว่าคดีนี้ไม่น่าจะถูกต้อง ไม่น่าจะชอบธรรม จึงฝากข้อสังเกตไปยังตำรวจให้ตรวจสอบรายละเอียดที่ขาดตกบกพร่องอยู่

ด้านนายณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ ส.ส.สงขลา พรรคภูมิใจไทย ในฐานะโฆษกกมธ.ตำรวจ กล่าวว่า เรื่องสารเสพติดโคเคนที่พบในตัวผู้ต้องหานั้น พนักงานสอบสวนให้ข้อมูลว่าได้รับการยืนยันจากหมอฟันว่า สารที่ตรวจพบในร่างกายของนายวรยุทธเป็นยาที่ให้ผู้ต้องหารักษาฟันที่มีส่วนผสมของสารโคเคนอยู่ ทำให้ไม่สั่งฟ้องเรื่องสารเสพติด

ส่วนการตรวจปริมาณแอลกอฮอล์ผู้ต้องหา หลังจากเกิดเหตุไปแล้ว 10 ชั่วโมง ยังพบปริมาณแอลกอฮอล์ 60 มิลลิกรัม แต่ผู้ต้องหายืนยันเป็นการดื่มหลังเกิดเหตุ เพราะเครียด แต่ไม่ได้ดื่มสุราระหว่างขับรถ ทั้งนี้กมธ.ยังติดใจว่า ช่วงเวลาที่ห่างกัน 10 ชั่วโมง หลังเกิดเหตุผู้ต้องหาไปกินอาหารอะไรบางอย่าง เพื่อให้ปริมาณแอลกอฮอล์ลดลงหรือไม่

นายณัฎฐ์ชนน กล่าวต่อว่า ส่วนการรื้อฟื้นคดีใหม่นั้น กมธ.ทราบว่า ตำรวจที่เสียชีวิตมีภรรยาแต่หย่า ไม่มีบุตร มีเพียงญาติพี่น้อง 5 คน ตอนแรกมีการตกลงจะให้ค่าเยียวยา 6 ล้านบาท แต่มีการต่อรองเหลือ 3 ล้านบาท จึงต้องไปดูว่า มีการถูกขู่บังคับไม่ให้ติดใจเอาความหรือไม่ โดยทางกมธ.จะไปพบญาติ เพื่อสอบถามว่า ยังติดใจในคดีหรือไม่ พร้อมทั้งจะบอกถึงช่องทางการรื้อฟื้นคดีได้ ถ้ามีหลักฐานใหม่



ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *